วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

พระปิยะมหาราชในความทรงจำของยาย โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็ก ๆ นั้น ผมนอนอยู่ห้องเดียวกับยาย ในห้องนอกจากจะมีหิ้งพระแล้วก็มีรูป ๆ หนึ่งแขวนไว้เยื้อง ๆ กันด้วย ในกรอบไม้สิเหลืองนั้นเป็นรูปวาด มีผู้ชายไว้หนวด หน้าตาใจดี แต่งตัวอย่างทหารเสื้อแดงที่เราเห็นในหนังฝรั่งแต่สีขาว พู่หมวกก็สีขาวยืนกุมกระบี่อยู่ท่าทางโก้มาก บนพื้นที่ยืนอยู่นั้นมีคนจำนวนมากทั้งผู้ชายผู้หญิงเด็กเล็กเด็กโตหมอบกราบแทบเท้าอยู่เต็มไปหมด

ผมเห็นยายกราบพระเสร็จก็จะกราบรูปนี้ด้วยทุกเช้าทุกค่ำ  วันหนึ่งด้วยความสงสัยก็เลยถามยายว่ารูปนี้เป็นรูปใคร ยายบอกผมว่าเป็นรูปพระปิยะมหาราช ท่านเป็นเทวดา และสอนให้ผมทำตามท่านเพื่อเป็นมงคลชีวิต 

ตั้งแต่นั้นมา เมื่อผมกราบพระเสร็จ ผมก็จะกราบรูปเทวดานั้นด้วยทุกครั้งไป

เมื่อเข้าโรงเรียนจึงทราบว่ารูปเทวดาที่ยายบอกคือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า และเมื่อได้เรียนมากเข้าจึงได้รับรู้ว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสยามประเทศมากมายเพียงใด ทรงเสด็จพระพาสต้นเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศในขณะนั้น ถึงขนาดว่าทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาวิชาการยังต่างประเทศที่ข่มขู่สยามอยู่เป็นเนืองนิจเพื่อให้รู้ “เท่าทัน” และ “ทัดเทียม” ฝรั่งเพื่อจะได้รักษาชาติไม่ให้เป็นขี้ข้าฝรั่ง 

แม้กระทั่งโรงเรียนที่ผมเรียนนั้น ถึงจะเป็นโรงเรียนวัด แต่ก็มีรากฐานมาจากพระราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ห้าที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดการศึกษาให้ราษฎรมีความรู้ ไม่โง่เขลาเบาปัญญา มีวิชาไปทำมาเลี้ยงชีพ เพราะทรงตระหนักว่าความใฝ่รู้ ความรู้ รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรม จะเป็นรากฐานอันสำคัญของการพัฒนาสยามประเทศให้เจริญทัดเทียมกับฝรั่ง 

ที่สำคัญยิ่งคือ “ทรงเลิกทาส”

การเลิกทาสในสยามประเทศยุคนั้นในทัศนะผมเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ในหลวงรัชกาลที่ห้าทรงทำก่อนฝรั่งมังค่านักประชาธิปไตยเสียอีก ทำโดยที่ทาสไม่ต้องลุกฮือขึ้นมาเรียกร้อง ทำโดยแนบเนียน ละมุนละม่อม ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันเพราะสูญเสียผลประโยชน์จากการค้าทาสเหมือนในเมืองฝรั่งด้วย

นี่คือสุดยอดแห่งอัจฉริยภาพแห่งพระปิยะมหาราช

เมื่อโตขึ้น ผมก็ได้เห็นภาพข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่เก้า ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกขอบขัณฑสีมาไม่มีวันหยุดเพื่อให้ประชาชนทั้งแผ่นดินอยู่ดีมีสุข ยายก็คงเห็นเหมือนกันเพราะดูอยู่ด้วยกัน ต่อมารูปที่ข้างหิ้งพระจึงมีเพิ่มขึ้นอีกรูปหนึ่ง คือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่เก้าที่ยายตัดมาจากปฏิทินมาใส่กรอบ

เมื่อผมเข้าทำงาน จึงได้ทราบว่าที่ทำงานของผมคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นมีต้นกำเนิดมาจาก “เคาน์ซิลออฟสเตด” อันเป็น “ที่ปฤกษาในราชการแผ่นดิน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและมีบทบาทสำคัญในการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลิกทาสในครั้งกระนั้น ทั้งเมื่อกลายเป็น “กองกรรมการชำระประมวลกฎหมาย” ก็มีส่วนสำคัญในการยกร่างประมวลกฎหมายทั้งสี่ฉบับเพื่อจัดการกับข้อเรียกร้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของฝรั่งด้วย และเมื่อกลายมาเป็น “กรมร่างกฎหมาย” ในเวลาต่อมา และมาเป็น “สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” ในปัจจุบัน เราก็ยังปฏิบัติภารกิจสำคัญด้านกฎหมายของแผ่นดินมาอย่างต่อเนื่อง

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานเล็ก ๆ ที่มีเกียรติยิ่งแห่งนี้ 

เสียดายมาก ตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2526 พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงทั้งสองพระองค์ที่ข้างหิ้งพระนั้นหายไปกับสายน้ำ แต่ผมยังคงปฏิบัติกิจวัตรที่ยายเคยสอนไว้มาจนทุกวันนี้ แม้ยายจะจากไปหลายปีแล้ว



ยายผมเป็นชาวสวนธรรมดา ไม่ใช่แม่พลอยในนิยาย

ยายเกิดในรัชกาลที่ห้า และเป็นสตรีห้าแผ่นดิน.

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ปราบโกงถูกกล่าวหาว่าทุจริต: ใครควรเป็นผู้ตรวจสอบ โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ในตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือ กรธ. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น กรธ. เปิดให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างหลากหลายทั้งทางไปรษณีย์ และวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ กรธ. นอกจากนี้ เรายังออกเดินสายไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนหลากหลายจังหวัดในทุกภาค แถม กรธ. แต่ละท่านกับฝ่ายเลขานุการทุกคนต่างช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏในสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มาใช้ประกอบการพิจารณาด้วยนะครับ ไม่ใช่นั่งอยู่ในห้องแอร์รอข้อมูลวิ่งมาหาอย่างเดียว

เรียกว่า กรธ. ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ยังไม่มีมาตรา 77 ด้วยซ้ำไป

ความคิดเห็นของพี่น้องนั้นหลากหลายมากครับ แต่เชื่อไหมครับว่าเรื่องที่พี่น้องประชาชนพูดตรงกันมากที่สุดห้าเรื่อง เรื่องทุจริตนำโด่งมาอันดับหนึ่งเลย เรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์เป็นอันดับสอง ตามมาด้วยลำดับสามเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำนี่เข้าที่สี่ เรื่องการพัฒนาแบบไร้ทิศทางและไม่ยั่งยืนนี่มาที่ห้า

ทุกคนพูดตรงกันครับว่าการทุจริตนี่เป็นอะไรที่น่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง แต่กระนั้นก็ดันมีอยู่ในทุกวงการทั้งภาครัฐภาคเอกชน ฟอนเฟะมาก 

เมื่อประชาชนสะท้อนมาอย่างนี้ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจึงมีความสำคัญอันดับต้น ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. จัดทำขึ้น จนใครต่อใครขนานนามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” กันทีเดียว และเรื่องนี้น่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้รับความเห็นชอบจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการลงคะแนนเสียงประชามติ

สิ่งที่พูดตรงกันมีอีกอย่างหนึ่งคือการปราบโกงไม่ใช่ตั้งองค์กรใหม่ ๆ มาปราบ เพราะตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาก็มีคนไม่กี่หยิบมือ คนโกงมันตั้งพะเรอเกวียน การโกงมันก็ลักลอบทำ แอบทำ เอาอย่างนี้ดีไหม พี่น้องเขาเสนอแนะว่าทำอะไรต่าง ๆ ก็บังคับให้มันต้องเปิดเผยและโปร่งใสเสีย พออะไร ๆ มันเปิดเผยเข้าแล้วมันก็จะโกงยากขึ้น แล้วพี่น้องประชาชน 65 ล้านคนจะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสแชร์ข้อมูลให้ แต่พอแจ้งข้อมูลไปแล้วองค์กรที่รับแจ้งต้องทำงานให้รวดเร็วขึ้นด้วยนะ เพราะที่ผ่าน ๆ มาแต่ละเรื่องมันนานเหลือเกิน บางเรื่องขาดอายุความไปก็มีซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เขาเสนอว่ากำหนดเวลาดำเนินการให้ชัดเจนได้ไหม

กรธ. ฟังแล้วคิดว่าเข้าท่าแฮะ จึงกำหนดในมาตรา 59 ว่า “รัฐมีหน้าที่” ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก  และกำหนดไว้ในมาตรา 77 ว่ารัฐพึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน

ผู้แสดงความเห็นหลายท่านที่เป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เล่าไปร้องไห้ไปด้วยความอัดอั้นถึงความทุกข์ระทมของผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวว่า ทันทีที่มีการกล่าวหา ทางปฏิบัติก็จะมีการประกาศชื่อผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องลงเว็บไซต์ แล้วสื่อก็เอาไปลงเป็นข่าวครึกโครมทั้งที่ยังไม่มีการชี้มูลความผิดเลย แค่นี้พวกเขาและครอบครัวเหมือนตกนรกทั้งเป็นแล้วเพราะชาวบ้านร้านช่องก็ตราหน้าว่าเป็นคนโกง ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย แถมงานการที่ทำก็หยุดชะงักไปหมด อย่างมีการร้องเรียนว่าการประกวดราคาก่อสร้างถนนเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีการทุจริต โครงการก็ชะงักเลย ไม่มีใครกล้าทำอะไรต่อ คนเดือดร้อนคือชาวบ้านในหมู่บ้าน แต่พอผลออกมาไม่มีอะไร ถึงจะลงเว็บไซต์เผยแพร่ว่าไม่มีการทุจริต สื่อก็ลืมไปแล้ว ไม่ลงข่าวให้ พวกเขาเหมือนตายทั้งเป็นและทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้อนี้คงต้องปรับปรุงวิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง ของบุคคลตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ครับ

มีคำถามหนึ่งที่พบในแทบจะทุกเวทีก็คือ เราให้มีองค์กรปราบทุจริตแล้ว ใครจะเป็นคนตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” ในองค์กรเหล่านี้จะไม่ทุจริตเสียเอง ต้องตั้งซุปเปอร์องค์กรอะไรมาตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งไหม แล้วใครจะมาตรวจสอบซุปเปอร์องค์กรนั่นล่ะ ต้องตั้งซุปเปอร์ของซุปเปอร์องค์กรอีกไหม เรื่องนี้เดิมมีทางออกอยู่แล้วคือให้มีการตั้ง "ผู้ไต่สวนอิสระ" มาดำเนินการตรวจสอบ ได้ความว่าอย่างไรก็ว่ากันไป เคยใช้มาแล้วด้วย มีประสิทธิภาพดี อันนี้ กรธ. จึงกำหนดเป็นหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรปราบทุจริตไว้ในรัฐธรรมนูญเลย พี่น้องเขาก็เห็นด้วย

อย่างไรก็ดี พี่น้องประชาชนเขาก็ยังมีความข้องใจว่า แล้วถ้า “เจ้าหน้าที่” ขององค์กรปราบทุจริตถูกกล่าวหาว่าโกง ใครจะเป็นคนตรวจสอบ เพราะในหมู่คนดีก็ย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้างเหมือนกันทุกที่ แต่ถ้าให้องค์กรตรวจสอบเอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ช่วยเหลือกัน อันนี้ก็น่าคิดนะครับ เกิดข้อครหานินทาแน่ ๆ ทำอย่างไรจะจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาเช่นนี้

ในประเด็นนี้ กรธ. ก็เลยเสนอว่าถ้าเจ้าหน้าที่ขององค์กรปราบทุจริตถูกกล่าวหาว่าโกง ก็ให้องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเหมือนกันมาเป็นคนตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กระบวนการตรวจสอบ ปรากฏผลอย่างไรก็แจ้งให้องค์กรปราบทุจริตดำเนินการต่อไปเอง ผิดถูกก็ว่ากันไปตามหลักเกณฑ์

ประเด็นสุดท้ายก็มีเท่านี้แหละครับ กรธ. ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับใครตามที่มีการลงข่าวหรอกครับ คิดจะทะเลาะยังไม่เคยเลย เพียงแต่พี่น้องประชาชนเขาสะท้อนความคิดเห็นมา เราก็พยายามหาวิธีคลายความกังวลของพี่น้องเขาโดยวิธีการที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

ถ้าใครคิดวิธีอะไรที่มีเหตุผลหนักแน่นมากกว่านี้ได้ก็ลองช่วยกันเสนอครับ สนช. เขากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

การพัฒนาบ้านเมืองให้เกิดความเจริญพี่น้องประชาชนมีความผาสุก เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนทุกฝ่ายครับ.

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กระทรวงอนาคตของชาติ โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

แต่ก่อนร่อนชะไรเวลาพูดถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบการศึกษาของชาติ เราก็จะนึกถึงแต่กระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งมานมนาน
และแน่นอน พอพูดถึงการศึกษาปุ๊บ คนฟังก็จะคิดปั๊บไปถึงปัญหาสารพัดสารพัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครูอาจารย์ ตำรับตำรา ความเหลื่อมล้ำ เรียนฟรีกี่ปี โครงสร้างองค์กรที่ใหญ่โตมโหระทึก ม้ารถทศพล เงินเดือน เงินเพิ่ม หนี้ครู หน่วยไหนจะแยกออกมาเป็นอิสระ ฯลฯ 

ว่าง่าย คือคิดถึงแต่เรื่องที่แต่ละคนฝังใจ ไม่ค่อยคิดถึงเป้าหมายการพัฒนาในภาพรวมอย่างที่รัฐธรรมนูญ รัฐบาล และพี่น้องประชาชนต้องการ

จริง ก็ไม่ผิดหรอกครับ ผมว่าเราคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้มานานจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว พอพูดถึงปฏิรูปการศึกษาสิ่งที่คิดที่ทำก็วน อยู่ในเรื่องที่ว่านี้กันทุกรอบไป จนกลายเป็นพายเรือในอ่าง ไม่ไปไหนสักที เสียเงินวิจงวิจัยไปไม่รู้เท่าไร ได้ผลงานมาเป็นตัน จนคนแถวบ้านที่เริ่มตั้งชาติหลังเราหลายปีแซงไปติดอันดับโลกแล้ว 

เอ.. หรือว่ามนต์ขลังของคำว่าการศึกษามันทำให้เราคิดอะไรใหม่ ไม่ออก ติดกับดักตัวเองไปซะงั้น

ผู้เขียนจึงลองคิดแผลง ดูว่า ถ้าเราเปลี่ยนชื่อของกระทรวงศึกษาธิการเสียใหม่ เป็นกระทรวงอนาคตของชาติมันจะทำให้ได้ผลที่แตกต่างไปจากเดิมหรือเปล่า 

เหตุที่คิดแบบนี้เพราะว่าภารกิจการสร้าง “อนาคตของชาติ” ทำให้ต้องคิดในองค์รวม ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการศึกษาอย่างเดียว ต้องคิดถึงเป้าหมาย คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร คนของเราในอนาคตจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไรจึงจะอยู่ได้อย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรี เป็นเอเชียชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เอเชียชั้นสองหนือชั้นสาม ไปประชุมที่ไหนไม่นั่งเงียบเป็นหอยในฝา ไม่มีส่วนร่วม เน้นกินเน้นช้อป ไปดูงานกันมาทั่วโลกแล้วก็ไม่เห็นจะพัฒนาสักทีหนึ่ง เป็นต้น 

ถ้าเป็นกระทรวงอนาคตของชาติ กระทรวงนี้ต้องมีภารกิจในการคิดอ่านว่าอนาคตของชาติจะมุ่งไปในทิศทางไหน เราจะเตรียมความพร้อมของคนของเราอย่างไรให้มีความรู้ความสามารถและศักยภาพในการทำงานตามที่ตนเองถนัด สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม ไม่ใช่ทำอะไรตามใจฉัน เอาง่ายเข้าว่า ไม่มคิดอะไรไกล ๆ มักง่าย หรือเอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นมารุมช่วยเหลือเพราะฉันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล 

เมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยให้สังคมช่วยกันมองลึกลงไปในรายละเอียดว่าถ้าจะบรรลุเป้าหมายที่ว่านี้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้อย่างมีความสุข ได้เรียนตามถนัด รู้จักฝันและพยายามทำฝันให้เป็นจริง มีสุขภาพกายสุขภาพจิตสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ต้องเรียนพิเศษหัวทิ่มหัวตำ มีกองทุนสนับสนุนคนด้อยโอกาส ครูบาอาจารย์สอนหนังสือเป็นหลัก สอนอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคมจะประสานพลังกันอย่างไรเพื่อสร้างอนาคตของชาติ จะบูรณาการการทำงานกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของสังคม จาก "ต้องเรียนให้สูง ๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน" เป็น "มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพที่ตัวเองถนัด" เพราะทุกอาชีพมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร พ่อค้า แม่ค้า คนขับรถรับจ้าง ฯลฯ เพราะทุกอาชีพต้องพึ่งพากัน 

ภารกิจนี้ "ยิ่งใหญ่" กว่าจัดการศึกษาอย่างเดียวนะผมว่า เพราะเป็นภารกิจที่มีผลต่อประเทศชาติในระยะยาว

เปลี่ยนบ้างก็ดีนะครับ ไม่งั้นคงคิดอะไรใหม่ ได้ยากมาก.

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ความบกพร่องทางเทคโนโลยีกับข้อพิจารณาทางกฎหมาย โดย นางสาววารีรัตน์ รัตนวิบูลย์สม

                   ผู้เขียนพบบทความที่น่าสนใจของ Jack Karsten และ Darrell M. West ใน Brookings blog เกี่ยวกับความบกพร่องทางเทคโนโลยีกับข้อพิจารณาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เห็นว่าน่าสนใจมากจึงนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้ขบคิดหาทางคิดอ่านแก้ปัญหากันเสียแต่เนิ่น ๆ 

                    ในปัจจุบันนี้การเชื่อมต่อในระบบ wireless LAN (เครือข่าย Wi-Fi) ความความเสถียรมากพอสมควร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะ "ล่ม" เอาดื้อ ๆ ถ้าเป็นการทำงานปกติหรือเป็นประชุมแบบ video calls ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงงานหรือการประชุมนั้นต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว แต่ถ้ามีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้วระบบมันเกิด "ล่ม" แน่นอนว่ามันย่อมกระทบต่อทั้งนักโทษ ความปลอดภัยสาธารณะ และกระบวนการยุติธรรมโดยรวมทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้กระทำผิดซึ่งอยู่ระหว่างการภาคทัณฑ์หรือคุมประพฤติ

                   อุปกรณ์ที่ว่านี้เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เพื่อใช้ในการแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ จากผลการศึกษาของ Pew Research Center มีการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 140 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2005-2015 (2548-2558) โดยเครื่องมือติดตามนี้มีศักยภาพที่จะเฝ้าติดตามผู้กระทำผิดที่อยู่นอกเรือนจำได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องมือนี้ใช้งานผ่านสัญญาณวิทยุที่ถูกส่งเชื่อมโยงถึงกันระหว่างอุปกรณ์รัดข้อเท้า (ankle device) กับหน่วยฐาน (base unit) ซึ่งหากอุปกรณ์รัดข้อเท้าอยู่ห่างไกลจากหน่วยฐาน สัญญาณวิทยุก็จะถูกส่งแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเครื่องมือติดตามนี้ยังอาศัยเทคโนโลยีจีพีเอส (GPS) ในการช่วยติดตามและตรวจพบตำแหน่งที่ตั้งของอุปกรณ์รัดข้อเท้าของผู้ที่สวมใส่ด้วย

                   อย่างไรก็ดี แม้ว่าเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดจะถูกนำมาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่กลับยิ่งพบถึงความบกพร่องของเครื่องมือดังกล่าวมากขึ้น โดยในปี ค.ศ. 2011 (2554) พบว่า เจ้าหน้าที่ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย (California officials) ได้เคยทำการทดสอบเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 4,000 คน รวมถึงสมาชิกของกลุ่มผู้กระทำผิดต่าง ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด คือ แบตเตอรี่หมด  เกิดอาการแตกหักหรือชำรุด การแจ้งเตือนล้มเหลว รวมทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณที่อยู่ห่างไกลมีความขัดข้อง เป็นต้น  นอกจากนี้ เจ้าพนักงานคุมประพฤติยังถูกแจ้งเตือนในแต่ละวันเป็นจำนวนมากอันนำไปสู่ความวิตกกังวลว่าการติดตามตัวผู้กระทำผิดอาจเกิดการตกหล่นหรือสูญหายขึ้น

                   ข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่
ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น ในมลรัฐเทนเนสซี
ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การแจ้งเตือนจากเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดประมาณร้อยละ 80 ไม่ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เคยเกิดขึ้นในมลรัฐโคโลราโด และมลรัฐนิวยอร์ก เช่นเดียวกัน ในขณะที่มลรัฐฟลอริดาพบปัญหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐหยุดให้มีการแจ้งเตือนตามเวลาจริง (real-time notifications) ทำให้ไม่ทันสังเกตว่ามีนักโทษคุมประพฤติได้ละเมิดข้อห้ามออกจากเคหสถานในเวลาที่กำหนด (curfew) ถึง 53 ครั้งภายในหนึ่งเดือน ก่อนที่จะไปก่อเหตุฆ่าคนตายจำนวน 3 ศพ!!!

                   ในเวลาเดียวกัน ความบกพร่องของเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดและความไม่เสถียรของระบบอินเตอร์เน็ตยังสร้างปัญหาให้แก่ผู้สวมใส่ด้วย กล่าวคือ นักโทษคุมประพฤติอาจกลายเป็นผู้ที่ฝ่าฝืนหรือละเมิดเงื่อนไขของการปล่อยตัวและอาจส่งผลให้นักโทษผู้นั้นต้องกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้งหนึ่ง เนื่องมาจากการขัดข้องทางเทคนิคในการแจ้งเตือนของเครื่องมือติดตาม อีกทั้งความบกพร่องของเครื่องมือยังอาจส่งผลกระทบต่อ "โอกาสในการทำงาน" ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน โดยในปี ค.ศ. 2011 (2554) สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม (National Institute of Justice)[*] ได้ทำการศึกษาวิจัยกรณีตัวอย่างจากผู้กระทำผิดจำนวน 5,000 ราย ที่ถูกติดตามด้วยเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด พบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องพักงานเพื่อที่จะเดินหาสัญญาณของเครื่องมือบริเวณรอบ ๆ ที่ทำงาน อันเนื่องมาจากสัญญาณของเครื่องมือมักจะขาดหายไปอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้มักจะโดนไล่ออกหรือขอให้ออกจากงานในที่สุด 

                   นอกจากนี้ อุปสรรคทางการเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด อัตราค่าธรรมเนียมของเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดที่ผู้สวมใส่ต้องชำระอยู่ที่อัตรา 10-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน โดยศาลบางแห่งจะพิจารณาค่าใช้จ่ายบนพื้นฐานของความสามารถของผู้ใช้เครื่องมือที่จะสามารถชำระได้ แต่สำหรับศาลบางแห่งจะพิจารณาว่า หากผู้ใช้เครื่องมือไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมได้ก็จะถูกส่งเข้าเรือนจำแทน

                   แม้ว่าการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดจะเกิดความบกพร่องทางเทคนิคอยู่บ่อยครั้งก็ตาม แต่ไม่พบว่ามีการกำหนดมาตรการบังคับใดไว้สำหรับระบบการเฝ้าติดตาม โดยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 (2559) สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำ (minimum requirements) ที่ต้องมีไว้สำหรับเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด ทั้งนี้ รวมถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการทดสอบเครื่องมือเหล่านี้ด้วย แต่มาตรฐานทั้งหมดตามที่กล่าวมานั้นมิใช่มาตรการบังคับที่ต้องจัดทำ เป็นแต่เพียงมาตรการที่อาศัยความสมัครใจเท่านั้น

                   การกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์การทดสอบเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดข้างต้นก่อนที่จะผลิตเครื่องมือขึ้นมาใหม่ จะช่วยป้องกันปัญหาหรือความบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระบบการเฝ้าติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ มลรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โดยมีการออกโปรแกรมการติดตามตัวผู้กระทำผิดขึ้นในปี ค.ศ. 2008 (2551) ด้วยการใช้เครื่องมือที่ใช้สัญญาณดาวเทียม (3M/Satellite) ในการติดตามบุคคล และมีการทดสอบการใช้เครื่องมืออย่างเข้มงวด ผลปรากฏว่า การทดสอบสัญญาณดาวเทียมจากทั้งหมด 102 ครั้ง พบกับความล้มเหลวประมาณ 46 ครั้ง ทำให้มลรัฐแคลิฟอร์เนียต้องเร่งเปลี่ยนและทดแทนเครื่องมือที่ใช้การได้จากผู้ผลิตรายอื่นแทน 

                   มาตรฐานและการทดสอบเครื่องมืออย่างเข้มงวดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน่วยงานราชทัณฑ์หลายแห่งพิจารณาถึงการติดตามตัวผู้กระทำผิดด้วยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในรุ่นถัดไป เช่น การนำโปรแกรมของสมาร์ทโฟน (smartphone applications) มาพัฒนาจับคู่กับสายรัดข้อเท้า หรือการนำเทคโนโลยีที่ช่วยให้สื่อสารผ่านเสียงและโปรแกรมตรวจจับและจดจำใบหน้า (voice and facial recognition technology) มาใช้เพื่อยืนยันตัวตนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานเกิดความยืดหยุ่นขึ้นในการติดต่อประสานหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องของการใช้งานเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเพื่อให้เครื่องมือที่ผลิตออกมาใช้งานมีมาตรฐานอยู่ในระดับที่สูงต่อไป

                       ระบบอิเล็กทรอนิกส์มันรวดเร็วทันสมัย แต่ก็มีความเสี่ยงในตัวเองเหมือนกัน ต้องพิจารณาให้รอบคอบ




                        [*] สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการศึกษาวิจัย พัฒนา และประเมินผล ของกระทรวงยุติธรรม

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ตัวอย่างประชารัฐฉบับญี่ปุ่น โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทำประมง bluefin tuna มากที่สุดในโลก ยิ่งวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นแพร่หลายไปทั่วโลกในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เกิด over fishing เสียจนทำให้ bluefin tuna เกือบหมดทะเล 
คนเดือดร้อนที่สุดคือชาวประมงครับ ปลาไม่มีขาย ทำไงดี พวกเขาจึงมานั่งคิดร่วมกันในระดับท้องถิ่น แล้วขยายไปในระดับชาติ ว่าจะทำอย่างไรดี 

ในที่สุด พวกเขาพบว่าการจับปลาให้น้อยลงเป็นคำตอบหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สำหรับพวกเขา คำตอบสุดท้ายคือต้องมี stock ปลา bluefin tuna ให้มากต่างหาก  ถ้ามีปลาเยอะ พวกเขาก็จะมีปลาให้จับได้เรื่อย  ลูกหลานก็สามารถทำอาชีพประมงสืบต่อกันได้อีกหลายชั่วอายุคน ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครเขา

หลังจากนั้น พวกเขาเริ่มรวมกลุ่มขยายความคิดไปยังชาวประมงทั่วประเทศ แล้วจึงไปบอกกับรัฐบาลให้ออกกฎหมายห้ามหาปลา bluefin tuna ช่วงที่พวกมันผสมพันธุ์และวางไข่เป็นเวลาสองเดือน  

ที่สำคัญพวกเขาไม่ใช่เอาแต่เรียกร้อง พวกเขาช่วยรัฐดูแลไม่ให้มีใครละเมิดกฎหมายด้วย เพราะตระหนักดีว่ารัฐไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้หรอก  เขาใช้วิธีว่าถ้าใครมีปลา bluefin tuna มาขายในช่วงนั้นโดยไม่ใช่ปลานำเข้าละก็ ปลานั่นต้องมาจากการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแน่  เขาใช้มาตรการทางสังคมลงโทษด้วยการไม่ให้ขายปลานั้นซึ่งปกติก็คือการประมูลที่สะพานปลา ขณะเดียวกันช่วงนั้นพวกเขาก็ช่วยตัวเองโดยการเปลี่ยนไปหาปลาหมึกขายแทน แม้รายได้ลดลงบ้าง แต่ก็แค่สองเดือน หลังจากนั้นก็ออกหาปลากันตามปกติ ถ้าจับได้ตัวไม่ถึงขนาดก็ปล่อยไป ถ้าใครเอาปลาเล็กมาขายละก็จะถูกตักเตือน แรงสุดคือไม่ค้าขายกับรายนั้นไปเลย คนเขามีวินัย ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ส่วนรวม

เพียงสองปีผ่านไป จำนวน bluefin tuna เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปลาใน stock เพิ่มขึ้นทุกปี และมีให้จับกันทั่วถึงกัน

นี่คือประชารัฐฉบับญี่ปุ่น ความคิดไม่ได้มาจากข้างบนอย่างเดียว แต่มาจากการร่วมคิดร่วมทำของชาวบ้านก่อน แล้วจึงไปร่วมกับรัฐ 

ที่สำคัญ คนของเขาส่วนใหญ่คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวครับ.

วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

NCPO Order No. 40/2560 Re: Air Service Prohibition by Natthanicha Lefilibert

ORDER OF THE HEAD OF THE NATIONAL COUNCIL FOR PEACE AND ORDER
NO. 40/2560
RE: SUPPORTING MEASURES FOR THE EXECUTION OF AIR NAVIGATION TO BE IN ACCORDANCE WITH THE STANDARD OF THE INTERNATIONAL CIVIL AVIATION ORGANIZATION[1]
                       

                 The Civil Aviation Authority of Thailand has submitted the request for progress assessment in relation to significant safety concern (SSC) and recertification of air operator certificate (RE-AOC) to the International Civil Aviation Organization (ICAO) and it has notified an important condition that it shall not grant a permission to any air operator which has not passed the assessment not reissue a certificate for air operator which operates international air service from the 1st of September B.E. 2560 (2017) whereby the International Civil Aviation Organization notified the Civil Aviation Authority of Thailand that the ICAO Coordinated Validation Mission (ICVM) will conduct a progress assessment between the 20th of September B.E. 2560 (2017) and the 27th of September B.E. 2560 (2017). At present, it appears that there are a group of air operators that has not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC), it is, therefore, necessary to provide powers to the Civil Aviation Authority of Thailand in prescribing that air operators that have not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC) shall be prohibited from operating international air service for a period of time until the proceeding is complete. This is to ensure the compliance with the significant condition that the Civil Aviation Authority of Thailand has notified the International Civil Aviation Organization in conducting an assessment. The result of such assessment will significantly affect the traffic right and air service operation of Thailand which would negatively affect the credibility and economic security in air aviation of the country.

                       By virtue of section 265 of the Constitution of the Kingdom of Thailand in conjunction with section 44 of the Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim) B.E. 2557, the Head of the National Council for Peace and Order, with the approval of the National Council for Peace and Order, hereby issues the Order as follows:

                        Clause 1. To ensure that the supervision and control of air aviation during the period of assessment for recertification of air operator certificate (RE-AOC) is in accordance with the significant condition notified by the Civil Aviation Authority of Thailand to the International Civil Aviation Organization, the Civil Aviation Authority of Thailand shall have the power to prescribe that air operators that have not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC) shall be prohibited from operating international air service between the 1st of September B.E. 2560 (2017) and the 31st of January B.E. 2561 (2018).
                        Any violation or failure to comply with the prohibition under paragraph one shall be a violation or failure to comply with section 27 of the Air Navigation Act B.E. 2497 and the penalty provision under section 76(2) of the Air Navigation Act B.E. 2497 amended by the Air Navigation Act (No. 11) B.E. 2551 shall apply to such violation or non-compliance.

                        Clause 2. The Civil Aviation Authority of Thailand shall undertake an assessment and recertify air operator certificate promptly and shall ensure that they are in accordance with the standard prescribed by the International Civil Aviation Organization.

                        Clause 3. In the case where it deems appropriate, the Prime Minister or the Council of Ministers may propose to the National Council for Peace and Order to amend this Order.  

                     Clause 4. This Order shall come into force as from the date of its publication in the Government Gazette.
                  
                                                                  Given on the 13th B.E. 2560 (2017)

                                                                        General Prayut Chan-O-Cha

      Head of the National Council for Peace and Order




[1] © 2017 Natthanicha Lefilibert <aneksomboonphon.natthanicha@gmail.com>

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

โดยที่มาตรา 54 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ หรือภายในวันที่ 6 เมษายน 2561

"คณะอนุกรรมการกองทุน" ใน "คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา" จึงได้ตั้ง "ตุ๊กตา" เกี่ยวกับการตั้งกองทุนที่ว่านี้ ซึ่งเบื้องต้นขอเรียกว่า "กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" แล้วออกไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเพื่อนำมาพิจารณาประกอบการจัดทำร่างกฎหมายในกรุงเทพฯ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด

ผู้เขียนเห็นว่าเสียงสะท้อนที่ได้รับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ให้ทราบทั่ว ๆ กันว่าพี่น้องประชาชนเขาคิดอย่างไรกับการปฏิรูปการศึกษาและกองทุนนี้


คำถามที่ 1 ความสำคัญของการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
  • การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญต่อประเทศชาติ อาจสำคัญกว่ารถไฟความเร็วสูงเสียอีก  
  • ควรจัดตั้งกองทุนให้โรงเรียนประจำตำบลทุกโรงเรียน และโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลกันดารไม่สามารถยุบรวมได้ 
  • การให้เพียงทุนทรัพย์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จําเป็นต้องมีกระบวนการพิเศษในการสร้างเสริมศักยภาพนักเรียนเหล่านี้ ตั้งแต่ระดับชั้นประถม มัธยมรวมถึงวิธีการคัดเลือกต่างจากนักเรียนที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษา  
  • ทุนค่าเรียนอย่างเดียวอาจไม่พอจําเป็นต้องมีค่าเดินทางค่าอาหารค่าที่พักซึ่งผู้ปกครองของเด็กไม่สามารถจ่ายได้  
  • ควรมีกลไกลกำหนดให้ทีการชำระเงินคืนกองทุนอย่างชัดเจน 
  • สภาพความเป็นจริงของชนบทคือ ใจกลางเมืองเป็นเหมือนไข่เเดง ชนบทห่างไกลเหมือนไข่ขาว ขาดแคลน ครู ทรัพยากร  งบประมาณ ในการดูแลเด็กให้มีคุณภาพ ทุกคนวิ่งเข้าหาเมือง วิ่งหนีออกจากชนบทหมด

คำถามที่ 2 กลุ่มเป้าหมายของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา


   2.1 นักเรียนยากจน 
  •  เงินรายหัว 1,700 /ปีเงินเรียนฟรี 15 ปี แต่ละท้องถิ่นมีศักยภาพและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอแตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้่ำระหว่างท้องถิ่นที่มีและไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพยายามสนับสนุนครูให้ครบถ้วนเพียงพอ แต่ก็ยังไม่ทั่ว
  • สมาพันธ์ครูเชียงใหม่ - แม้รัฐจะจัดสรรเงินรายหัวให้โดยเท่าเทียมกันทุกคนแล้วในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กเยาวชนจำนวนมากยังไปโรงเรียนโดยไม่มีเครื่องแบบ รองเท้า อุปกรณ์การเรียน นอกจากนั้น สำหรับเด็ก ม.ต้น ก็ยังไม่มีอาหารกลางวันให้ทานอีก
  • เด็กนักเรียนวัดบึงทองหลาง - เงินที่รัฐให้ 500 บาทค่าเครื่องแบบ ซื้อกระโปรงได้ 2 ตัวก็หมดเงินแล้ว ไม่เหลือเงินไปซื้อเสื้อนักเรียน หรือเครืองแบบชุดพละไม่เหลือเงินไปซื้อหา เช่น เดียวกับเงินเรียนฟรีอื่นๆ ที่ไม่เพียงพอกับความจำเป็นจริง ๆ
  • เด็กควรเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น Computer เพื่อใช้ในการสืบค้นและส่งงาน/การบ้าน
  • การให้เงินกองทุนแก่นักเรียนยากจนไม่ควรต้องให้ใช้คืนเพราะจะมีปัญหาเช่นเดียวกับ กยศ. เพราะนักเรียนเหล่านี้มีฐานะที่ยากจน นักเรียนเสนอให้ผู้ได้รับเงินกองทุนไปทำงานให้ ภาครัฐ หรือ ทำงานให้สาธารณะ เป็นการใช้คืนให้แก่สังคมแทนการคืนเป็นเงิน
  • การใช้คืนของผู้รับเงินจากกองทุนในอนาคต ผ่านการบริจาคเงินคืนกลับสู่กองทุน หรือการทำงานบริการสาธารณะหรือทำงานให้ภาครัฐเป็นจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของการรับเงินกองทุน/ทุนการศึกษา
  • ให้ทุนแก่เด็กเยาวชนที่ขาดแคลนได้เรียนในระดับสูงสุดเท่าที่เขาจะมีความสามารถเราเรียนได้ แต่ควรมีเงื่อนไขผลการเรียนประกอบการให้ทุนเรียนต่อในแต่ละระดับ เช่น ผลการเรียนประถมศึกษา(ป1-ป6) ม.ต้น(ม.1-ม.3) ม.ปลาย(ม.4-ม6) นอกจากนี้ หากศักยภาพด้านวิชาการของผู้รับทุนมีจำกัด เช่น เรียนได้แค่ม.ต้น ควรให้ทุนเขาได้ฝึกอาชีพระยะหนึ่ง เพื่อจะได้มีทักษะที่จะไปทำงานได้บ้าง
  • สนับสนุนเงินทุนและสิ่งจำเป็นในการศึกษาใหเด็กได้เข้าเรียน และพิจารณาตามกรณีของเด็กแต่ละคนที่มีฐานะทางครอบครัวแตกต่างกัน หากครอบครัวมีฐานะยากจนมาก  อาจต้องมีเงินทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเด็กด้วย เพื่อให้เด็กไม่ถูกกดดันให้ออกจากโรงเรียนมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
  • จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น  และจัดทุนการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้จนจบ ป.ตรี สำหรับนักเรียนที่ต้องการและมีความพร้อม ให้ทุนอุดหนุนตามความต้องการในการศึกษา ช่วยเหลือด้านงบประมาณ
  • ค่าใช้จ่าย  อุปกรณ์การเรียน  ที่อยู่อาศัย สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เพียงพอตามวัย เพื่อให้เข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
  • ให้ความช่วยเหลือทั้งทุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวไปพร้อมๆกัน
  • ให้ทุนการศึกษาในการเรียนและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ตามค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ผ่านหน่วยงานรัฐ
 
 2.2 ครูและการเรียนการสอน
  • ควรพัฒนาครู /ระบบการเรียนการสอน/ และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากเพียงพอและทันสมัย 
  • ไม่สนับสนุนให้เรียนพิเศษตั้งแต่เด็กจนสอบ entrance เสนอให้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอน On demand และ TRUE

คำถามที่ 3 กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วม
  • ควรรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ยากจนด้วย 1. ควรมีระบบข้อมูลเพื่อการคัดกรองเด็กยากจนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบติดตามผลของผู้รับทุนด้วย 2. การจัดสรรเงินจากกองทุนให้นักเรียนนั้น จะให้อย่างไร เช่น ให้โรงเรียน ให้ผู้ปกครอง ให้นักเรียนโดยตรง เป็นต้น 3. ระดับการศึกษาที่กองทุนฯ ควรสนับสนุนนั้น ในระยะแรกควรแค่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ถึงปวช.)ก่อน ส่วนอุดมศึกษาควรให้ใช้กองทุนกู้ยืมฯ ไปก่อน 
  • แนะนำให้ลงสำรวจสอบถามกับพ่อแม่ที่ลูกกำลังเรียนอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไปหน้าสถาบันกวดวิชาที่มีผู้ปกครองรอรับ ลูก สุ่มสอบถามน่าจะได้ความคิดเห็นไอเดียดีๆ รวมไปถึงพ่อแม่ในต่างจังหวัดด้วย
  • ควรจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม
  • สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ย่อมมีความแตกต่างในหลาย ๆ ประเด็น การเข้าถึงสภาพที่เป็นจริงในทุกพื้นที่ ของคณะกรรมการฯ ควรต้องดำเนินการให้ถึง เพื่อมาประมวลผล กำหนดแนวทางให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างนั้น ๆ
  • ขอให้การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
  • ควรจัดให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการจัดตั้ง ทั้งภาครัฐ ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม

คำถามที่ 4 การใช้จ่ายเงินกองทุน การติดตาม การตรวจสอบ และความโปร่งใสในการบริหารกองทุน
  • เงินกองทุนควรให้แก่ผู้ที่มีสัญชาติไทย โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการลงทะเบียนคนจน ในรูปแบบการให้สวัสดิการ การศึกษาแก่บุตรหลานของผู้ที่ลงทะเบียนในระบบ ซึ่งเป็นการคัดกรองระดับชาติ และเชื่อมโยงกับทุกระบบ ทั้งการศึกษา  สุขภาพ และการพัฒนามนุษย์
  • ต้องการให้กองทุนมีการบริหารงานด้วยความโปร่งใส มีคุณธรรม เพื่อเด็กและความเจริญของชาติบ้านเมือง
  • ไม่อยากให้มีคนที่มีอำนาจหรือบารมีมาทุจริตและโลภกับกองทุน ควรมีการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน 
  • ควรมีระบบตรวจสอบผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเข้มงวดว่าต้องเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง 
  • รัฐบาลจัดสรรเงินให้กองทุนประกอบกับการรับบริจาคจากผู้มีรายได้สูงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หรือจากภาษีบาป
  • การช่วยเหลือควรให้เป็นรูปสิ่งที่ไม่สามารถนำไปหาประโยชน์อย่างอื่นต่อได้ เช่น การให้ชุดนักเรียนแทนเงิน การจ่ายค่า เทอมให้แทนเงิน หรือเป็นคูปองทานอาหาร

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่พี่น้องประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ และตัวนักเรียนเองได้สะท้อนออกมานะครับ แต่คณะอนุกรรมการกองทุนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกมากเพื่อนำมาประกอบการออกแบบกองทุนนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาให้สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

เชิญชวนร่วมแสดงความคิดเห็นได้นะครับ ถึงตอนนี้ช่องทางออนไลน์เขายังทำไม่เสร็จ แต่ท่านสามารถส่งจดหมายแสดงความคิดเห็นมาได้ที่ "คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา" สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เลขที่  99/20 ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 ครับ

ร่วมด้วยช่วยกันคนละไม่คนละมือนะครับ เพราะการศึกษาคืออนาคตของลูกหลานไทย